สัปดาห์ที่ 25 ฮาล์ฟมาราธอนแรกในชีวิต

Last updated: Mar 18, 2020  |  199 จำนวนผู้เข้าชม  |  blog

สัปดาห์ที่ 25 ฮาล์ฟมาราธอนแรกในชีวิต

สัปดาห์ที่ 25 ฮาล์ฟมาราธอนแรกในชีวิต

พัทยามาราธอน ครั้งที่ 28 ประจำปี 2562 เป็นเป้าหมายในการวิ่งฮาล์ฟมาราธอน (ระยะ 21.1 กิโลเมตร) ครั้งแรกในชิวิตของผม แน่นอนผมมีความรู้สึกตื่นเต้น พร้อมกับความกังวลใจต่างๆนาๆ กลัวโน่นกลัวนี่ กลัวว่าจะวิ่งไม่จบ กลัวว่าจะบาดเจ็บ และกลัวว่าจะเกิดอุบัติเหตุขณะวิ่ง ฯลฯ 

ผมเดินทางจากกรุงเทพไปพัทยาเพื่อเข้าพักในโรงแรมที่จองไว้ล่วงหน้าก่อนการแข่งขัน 1 วัน ในคืนก่อนการแข่งขันผมตรวจสอบอุปกรณ์ต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการแข่งขันอีกครั้ง เช่น เสื้อผ้า หมายเลข BIB รองเท้า ถุงเท้า กระเป๋าคาดเอวใส่กระติกน้ำขนาดเล็ก เอ็นเนอร์ยี่เจล (เตรียมไว้ 3 ซอง) ฯลฯ

โดยในระยะฮาล์ฟมาราธอน เวลาปล่อยตัว 5.30AM (Cut-Off 8.40AM) ต้องวิ่งให้จบภายในระยะเวลา 3 ชั่วโมงครึ่ง ผมตั้งเป้าไว้ว่าต้องเข้าเส้นชัยให้ได้โดยใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง 

และแล้ววันแข่งขันก็มาถึง ผู้จัดบริหารจัดการได้ดี มีนักวิ่งเข้าร่วมวิ่งกันเป็นจำนวนมาก ขณะก่อนปล่อยตัวผมคิดในใจเพียงอย่างเดียวว่า “ต้องวิ่งให้ถึง” ลึกๆ ก็ยังกังวลอยู่บ้างเพราะแม้จะซ้อมมานาน แต่ก็ยังไม่เคยวิ่งถึงระยะนี้เลย

หลังปล่อยตัวผมพยายามตั้งสติวิ่งด้วยความระมัดระวังแบบช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไป เพราะรู้ตัวว่าถ้าเร่งมากเกินไปคงจะจบแค่กิโลเมตรที่ 10 อย่างแน่นอน 

ช่วง 5 กิโลเมตรแรก เป็นช่วงที่วิ่งสบายๆ แอบแวะเข้าห้องน้ำ 1 ครั้ง ไม่รู้เป็นอะไรทุกครั้งที่เริ่มออกวิ่งผมจะปวดปัสสาวะเป็นประจำ 

ช่วงกิโลเมตรที่ 6 ผมเริ่มหยิบเอ็นเนอร์ยี่เจลซองแรกมาทาน ความเหนื่อยเริ่มบังเกิดขึ้นเนื่องจากจะต้องวิ่งขึ้นทางลอยฟ้าซึ่งมีลักษณะเป็นเนินชันและยาวพอสมควรในเมืองพัทยา เนื่องจากปกติไม่ค่อยได้ซ้อมวิ่งขึ้นทางชันแบบนี้ 

ช่วงกิโลเมตรที่ 10 เป็นช่วงเริ่มก้าวข้ามศักยภาพของตัวเอง แอบภูมิใจเล็กน้อยปนกับความเหนื่อยที่เพิ่มมากขึ้น คิดในใจว่า “ผ่านมาครึ่งหนึ่งแล้ว” ได้ยินเสียงเชียร์จากข้างสนามว่า “เหลืออีกแค่นิดเดียวครับ สู้ๆ” ผมก็ได้แต่ก้มหน้าก้มตาวิ่ง ในใจก็คิดว่า “ตั้ง 10 กิโลเมตร มันนิดเดียวตรงไหน มาวิ่งเองไหม” เริ่มหาเรื่องกองเชียร์ในใจแล้ว นีแหละที่เรียกว่าเหนื่อยแล้วพาล

ช่วงกิโลเมตรที่ 12 เริ่มเจ็บบริเวณปลายเท้า สงสัยช่วงลงเนินเท้าของผมคงเลื่อนไปชนกับปลายรองเท้า เริ่มหยุดเดินนิดหน่อยหลังดื่มน้ำบริเวณจุดให้น้ำ ในใจก็เริ่มคิดว่าการวิ่งในระยะฮาล์ฟมันต่างจากระยะมินิมากพอสมควร เพราะในการวิ่งระยะทางที่ไกลขึ้น มันมาพร้อมกับเวลาที่เพิ่มมากขึ้น ดังนั้นเราจะต้องเตรียมตัว วางแผน และซ้อมให้ดี “แต่ตอนนี้เราคงทำอะไรไม่ได้แล้ว...” นึกใจแล้วก็หยิบเอ็นเนอร์ยี่เจลซองที่สองออกมาทาน พร้อมก้มหน้าก้มตาวิ่งต่อไป

ช่วงกิโลเมตรที่ 15 อาการตะคริวที่น่องเริ่มเกิดขึ้นเป็นระยะๆ แต่ละคร้ังมันเจ็บจนต้องพักและหยุดเดิน พอหายก็ค่อยๆวิ่งอย่างช้าๆ อาการผมตอนนี้ประกอบด้วย เจ็บเท้า เจ็บขา เจ็บน่อง ตะคริว และอาการใหม่ที่ตามมาก็คือ เจ็บที่เอวด้านหลัง เนื่องจากการเสียดสีของเข็มขัดกระติกน้ำที่คาดไว้ จนทำให้เป็นแผลบริเวณหลัง ทำให้ผมเข้าใจว่าการวิ่งระยะทางไกลๆ เป็นเวลานานๆ เรื่องเล็กๆ อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ 

ช่วงกิโลเมตรที่ 18 ผมหยิบหยิบเอ็นเนอร์ยี่เจลซองสุดท้ายออกมาทาน ความคิดเดิมๆ ก็เริ่มหวนกลับมาอีกแล้ว “ทำไมชีวิตถึงต้องลำบากอย่างนี้นะ ไม่รู้ว่าไปทำบาปทำกรรมอะไรมา ต้องมาชดใช้โดยการวิ่ง” จิตใจเริ่มฟุ้งซ่าน อยากจะหยุดเดินให้มันรู้แล้วรู้รอด แต่ก็หยุดไม่ได้เพราะตากล้องมาดักถ่ายรูปกันเต็มไปหมด นึกในใจว่า “ทำไมไม่ไปถ่ายในช่วง 10 กม แรกกัน ตอนนี้ยิ้มไม่ออกแล้ว” ว่าแล้วก็กัดฟันวิ่งต่อไป   

ช่วงกิโลเมตรที่ 20 แม้ตอนนี้จะเหน็ดเหนื่อยอย่างแสนสาหัส แต่พอเห็นป้าย กม.20 ความปิติก็บังเกิดขึ้น พร้อมกับน้ำตาที่เริ่มซึมออกมาเล็กน้อย “อีกนิดเดียวก็สำเร็จแล้ว” 

ช่วงหลังกิโลเมตรที่ 20 เริ่มรู้สึกว่าแต่ละ 100 เมตร มันช่างยาวไกลเหลือเกิน ผมเริ่มหยุดเดินในช่วงสั้นๆ สลับกับการวิ่งช้าๆ ได้แต่คิดในใจว่า “เมื่อไหร่จะถึง เส้นชัยอยู่ที่ไหน ต่อไปจะไม่มาแล้ว ไม่รู้ผู้จัดเพิ่มระยะทางให้หรือเปล่า...”

ณ เส้นชัย กิโลเมตรที่ 21.1 “เป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูกครับ ยากที่จะอธิบายเป็นคำพูด แต่ผมอยากให้เพื่อนๆทุกคน รู้สึกเหมือนผมในวันนั้น...”

#startrunning #วิ่งไปด้วยกัน

Powered by MakeWebEasy.com